วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาพถ่ายค่ายอาสาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรดาร์

จุดหมายของเรา

ถึงแล้วครับ โรงเรียน ตชด. บ้านเรดาร์

ถึงใกล้จะค่ำ ส่งมอบตอน1 ทุ่มกว่า แสงเลยน้อยไปหน่อย

กำลังพูดคุยกับท่าน ผอ โรงเรียน

น้องๆมาร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร 5 ธันวา

จากนั้นก็แจก ขนม นม เนย แก่ น้องๆ

อร่อยครับพี่ๆคลื่นไส้ผู้ใจดี ปีหน้ามาอีกนะ พี่ๆ

สภาพทั่วๆไป ของโรงเรียน

แปลงผักปลูกไว้เป็นอาหารกลางวัน

ปรัชญาโรงเรียน ตชด.

ขอบคุณค่ะ คุณป้า ทั้ง สอง

ผอ โรงเรียน ตชด (คนบ้านเรานิ พัทลุง  แหลงกันมัน)

พี่ๆเอาอะไรมาให้หนูทานครับ คล้ายนมแม่ แต่อร่อยกว่า

เล้าไก่ครับ

ไข่ดิฉัน มอบให้น้องๆค่ะ
คลื่นไส้อาสาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรดาร์

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

1. ประวัติความเป็นมา (โดยย่อ)
ประวัติความเป็นมา
เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๖ คณะกรรมการหมู่บ้านได้รวบรวมข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนและจำนวนของเด็กนักเรียนที่ยังไม่ได้รับการศึกษา โดยประชาชน ๕ กลุ่มบ้าน คือ บ้านเรดาร์ บ้านโชคดีสุพรรณ บ้านลิเจีย บ้านทิโคร่ง และบ้านรันตี ประมาณ ๒๐๐ ครัวเรือน ได้ขอให้สำนักงานการประถมศึกษา อ.สังขละบุรี จัดตั้งโรงเรียนเพื่อเด็กจะได้มีการศึกษา เพราะระยะทางจากหมู่บ้านไปโรงเรียนที่ใกล้ที่สุดประมาณ 17 กิโลเมตร
ปี พ.ศ.๒๕๓๖ อำเภอสังขละบุรี ได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่สาธารณะประโยชน์ของนิคมสหกรณ์ทองผาภูมิ จัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น จำนวน พื้นที่ ๒๕ ไร่
ต่อมาคณะกรรมการได้รับแจ้งจากสำนักงานการประถมศึกษา อ.สังขละบุรีว่ายังไม่พร้อมที่จะจัดตั้งโรงเรียนให้ได้ จึงได้รวบรวมหลักฐานไปขอความอนุเคราะห์จาก กก.ตชด.๑๓
กก.ตชด.๑๓ ได้รวบรวมเอกสารข้อมูลเสนอขอความเห็นชอบต่อสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนได้
มูลนิธิสิทธิเด็กไทยเยอรมัน โดย มร.ทีคาร์ลโอมอสบอร์ก ประธานกรรมการได้ประสานงานจัดหาทุนโดย มร.เจอร์เก้นมูลเดอร์ ชาวเยอรมัน ได้ให้การสนับสนุนทุนก่อสร้างทั้งหมด เริ่มสร้างเดือน มีนาคม ๒๕๓๗
ปัจจุบันโรงเรียน ตชด.บ้านเรดาร์ เปิดทำการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้น อนุบาล1-2 ถึงชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1-6 โดยมี ร.ต.ท.ณรงค์ หุ้มขาว เป็นครูใหญ่ มีครู ตชด. 8 คน ครูผู้ดูแลเด็กเล็ก 2 คนอาคารเรียนและอาคารประกอบการ 5 หลัง มีพื้นที่ จำนวนประมาณ 25 ไร่
2. การติดต่อสื่อสาร
6.1 หมู่บ้านไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ แต่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ
6.2 โรงเรียนตชด.บ้านเรดาร์ มีช่องทางการติดต่อสื่อสาร ดังนี้
6.2.1 ติดต่อทางวิทยุสื่อสารผ่านแม่ข่าย กองร้อย ตชด.ที่ 134 สังกัด กก.ตชด.13หมายเลขสัญญาณ 152.450
6.2.2 ติดต่อทาง Email : radarshcool2007@hotmail.com
3. สภาพสังคม
ประชาชน มีหลายเชื้อชาติ เช่น ไทย,กะเหรี่ยง,มอญ,พม่า และลาวพม่า ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญ
รำตง การทำบุญตักบาตรในวันสำคัญ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีนาย ไพโรจน์ ประดับสุข เป็นผู้นำชุมชน โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลปรังเผล เป็นผู้บริหารพัฒนาด้านงบประมาณ
4. เศรษฐกิจ
ประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ประกอบอาชีพ ประมง เกษตรกรรม และรับจ้าง รายได้โดยเฉลี่ย ครอบครัวละ 20,000 บาท/ปี
5. สถานที่สำคัญ (รอบๆ บริเวณโรงเรียน และหมู่บ้านในเขตบริการ)
โรงเรียนบ้านยางขาว
วัดลิเจีย
สำนักสงฆ์ถ้ำสุโข
อนามัยบ้านยางขาว
สถานีทวนสัญญาณองค์การโทรศัพท์
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
6. ที่ตั้ง พิกัด MS 548622 บ้านเรดาร์ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี71240
7. สภาพภูมิศาสตร์และอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี
ทิศใต้ ติดกับ บ้านจงอั่ว ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี
ทิศตะวันออก ติดกับ ทุ่งใหญ่นเรศวร
ทิศตะวันตก ติดกับ เขื่อนวชิราลงกรณ
8. จำนวนประชากร
จำนวนหลังคาเรือน ๒๔๒ หลัง
จำนวนประชากรทั้งหมด ๙๓๑ คน เป็น ชาย ๔๙๘ คน เป็นหญิง ๔๓๓ คน
9. เส้นทางการคมนาคม
ระยะทางจากจังหวัดกาญจนบุรี ถึง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรดาร์ ๑๘๔ กิโลเมตร ลาดยาง ๑๘๓ กิโลเมตร คอนกรีต ๑ กิโลเมตร สามารถเดินทางเข้าออกได้ตลอดปี เวลาเดินทาง 3 ชม.




เขตบริการโรงเรียน
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรดาร์ มีเขตบริการ ๕ กลุ่มบ้าน คือ
๑. กลุ่มบ้านรันตี ระยะทาง ๑๗ กิโลเมตร
๒.กลุ่มบ้านทิโคร่ง ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร
๓. กลุ่มบ้านลิเจีย ระยะทาง ๖ กิโลเมตร
๔.กลุ่มบ้านโชคดีสุพรรณ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร
๕. กลุ่มบ้านเรดาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน
- โรงเรียนมัธยมที่ใกล้ที่สุด คือ โรงเรียนบ้านท่าดินแดง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต ๓ ระยะทาง ๑๕ กิโลเมตร
- สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด คือ สถานีอนามัยบ้านยางขาว ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตร
แผนผังโรงเรียน





คณะครูประจำโรงเรียน

๑. ณรงค์ หุ้มขาว ครูใหญ่ ร.ร.ตชด.บ้านเรดาร์

๒. ด.ต.บุญเกิด เสาะสาย ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖

๓. ด.ต.บุญรอด แพงอุ่ม ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒

๔. ด.ต.เมธี นาสารีย์ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕

๕. ส.ต.อ.หญิง วันดี วิเชียรบุตร ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔

๖. ส.ต.อ.หญิง ยศชนาถ มั่นคง ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑

๗. ส.ต.ท.ศุภกิจ ราชสีห์แก้ว ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
๘.นางสมพร นิลนนท์ ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
๙.นางสาครรัตน์ มีชัย ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรดาร์
ปัจจุบัน มีครูตำรวจตระเวนชายแดน ๗ นาย ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ๒ คน



วุฒิการศึกษาและหน้าที่ความรับผิดชอบ
ลำดับ ยศ ชื่อ ชื่อสกุล คุณวุฒิ /ศึกษาต่อ ปบ.ครู หน้าที่ความรับผิดชอบ
๑. ร.ต.ท.ณรงค์ หุ้นขาว
๒. ด.ต. บุญเกิด เสาะสาย ปริญญาตรี ๑๖ ปี - ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
- งานวิชาการ โครงการส่งเสริมสหกรณ์
๓. ด.ต. บุญรอด แพงอุ่ม ม.๖ศึกษาต่อปริญญาตรี ๑๖ ปี - ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
- โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน โครงการส่งเสริมโภชนาการฯ
๔. ด.ต. เมธี นาสารีย์ ปริญญาตรี ๑๖ ปี - ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
- กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โครงการฝึกอาชีพโครงการนักเรียนในพระราชานุเคราะห์
๕. ส.ต.อ.หญิง วันดี วิเชียรบุตร - ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
- โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน
๖. ส.ต.อ.หญิง ยศชนาถ มั่นคง ปริญญาตรี ๘ ปี - ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
- โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา
๗. ส.ต.ท. ศุภกิจ ราชสีห์แก้ว ปวช.ศึกษาต่อปริญญาตรี ๗ ปี - ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
-โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
๘. นางสมพร นิลนนท์ ปกศ.สูงศึกษาต่อปริญญาตรี ๗ ปี - ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
๙. นางสาครรัตน์ มีชัย ปวช.ศึกษาต่อปริญญาตรี ๓ ปี - ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตราประจำจังหวัด ในประเทศไทย
 


ตราประจำจังหวัดทั้งหมดของประเทศไทย แต่เดิมเมืองหรือจังหวัดในปัจจุบันยังไม่มีตราประจำจังหวัดใช้อย่างเป็นทางการ จะมีก็แต่ ตราประจำตำแหน่งเจ้าเมือง ที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ และอีกตราหนึ่งก็คือ ตราประจำธงประจำกองลูกเสือ ทั้งหมด 14 มณฑล ที่ใช้กันในสมัยรัชกาลที่ 6 - 7

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ.2483 ในสมัยที่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐบาลได้กำหนดให้แต่ละจังหวัดมีตราประจำจังหวัดของตนเองใช้ กรมศิลปากรจึงรับเป็นผู้ออกแบบตรา ตามแนวคิดที่แต่ละจังหวัดได้เสนอมา โดยนำชื่อจังหวัดหรือสิ่งเด่นของจังหวัดมาดัดแปลงเป็นรูปตราประจำจังหวัด แต่ตราประจำจังหวัดของบางจังหวัดก็ไม่ใช่ตราที่กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ โดยเป็นทางจังหวัดจัดทำขึ้นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแต่ละจังหวัด ตราประจำจังหวัด ของตัวเองใช้กันอย่างเป็นทางการแล้ว และจังหวัดใดเป็นรูปใดบ้าง ดูได้จากตารางต่อไปนี้

ตราประจำจังหวัด ในประเทศไทย
 


ตราประจำจังหวัดทั้งหมดของประเทศไทย แต่เดิมเมืองหรือจังหวัดในปัจจุบันยังไม่มีตราประจำจังหวัดใช้อย่างเป็นทางการ จะมีก็แต่ ตราประจำตำแหน่งเจ้าเมือง ที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ และอีกตราหนึ่งก็คือ ตราประจำธงประจำกองลูกเสือ ทั้งหมด 14 มณฑล ที่ใช้กันในสมัยรัชกาลที่ 6 - 7

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ.2483 ในสมัยที่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐบาลได้กำหนดให้แต่ละจังหวัดมีตราประจำจังหวัดของตนเองใช้ กรมศิลปากรจึงรับเป็นผู้ออกแบบตรา ตามแนวคิดที่แต่ละจังหวัดได้เสนอมา โดยนำชื่อจังหวัดหรือสิ่งเด่นของจังหวัดมาดัดแปลงเป็นรูปตราประจำจังหวัด แต่ตราประจำจังหวัดของบางจังหวัดก็ไม่ใช่ตราที่กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ โดยเป็นทางจังหวัดจัดทำขึ้นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแต่ละจังหวัด ตราประจำจังหวัด ของตัวเองใช้กันอย่างเป็นทางการแล้ว และจังหวัดใดเป็นรูปใดบ้าง ดูได้จากตารางต่อไปนี้

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553



มีคำถามมาถามคัฟทุกคน ( รัก ) คืออะไร

ไครตอบได้ตรง ได้ดี มีรางวัลให้นะคัฟ

ทั้งหมด3 รางวัลคัฟ

รางวัล ที่1 ก้องเวปแคม
รางวัล ที่2 หูฟังไวเวส
รางวัลที่ 3 เม้า USB



ตอบกันเข้ามานะคัฟ
แล้วจะมาคัดเลือกกันนะคราฟ

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สะตอ...ฉุน ดี มีประโยชน์
 

สะตอผัดกะปิกุ้งสด เมนูฮิตติดลมบนของหลายๆคน ปีหนึ่งจะได้รับประทานกันสักหน ประมาณช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน ทำให้สะตอราคาดีไม่มีตก เนื่องจากมีคนต้องการบริโภคมาก ราคาถูกที่สุดที่เคยซื้อจากทางภาคใต้ก็ตกฝักละ 3 บาท แต่ต้องซื้อร้อยฝักนะ ถ้าขายปลีกก็ฝักละ 5 บาท 10 บาท 15 บาท ไต่ระดับความต้องการขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ว่าสะตอจะมีกลิ่นฉุนรุนแรงทำให้หลายคนเบือนหน้าหนี แต่ก็มีอีกหลายคนยินดีอ้าปากอ้ำเข้าให้ ด้วยรสชาติที่ออกมันๆ ให้คุณค่าอาหารมากมาย ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน และวิตามินซี แต่สำหรับคนที่เป็นโรคเก๊าท์หรือมีกรดยูริกสูงเกิดเกณฑ์มาตรฐานก็ไม่ควรรับประทานสะตอเป็นอันขาด เพราะจะทำให้อาการกำเริบได้ สะตอเป็นพันธุ์ไม้ป่าตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ปลูกง่าย โตเร็ว สามารถเจริญเติบโตปะปนกับต้นไม้อื่นได้ สามารถปลูกแซมกับกาแฟ ทุเรียน ลองกอง ฯลฯ และแบ่งพันธุ์เป็น 2 ชนิด คือ 
1. สะตอข้าว ฝักจะบิดเป็นเกลียว สีเขียวอ่อน เมล็ดมีขนาดเล็ก กลิ่นไม่ฉุนมากนัก เนื้อไม่ค่อยแน่น อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 3-4 ปี

2. สะตอดาน ฝักจะแบนตรง สีเขียวแก่ เมล็ดมีขนาดใหญ่ มีกลิ่นฉุนจัด เนื้อแน่น อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 ปี  

การขยายพันธุ์

ทำได้ด้วยการเพาะเมล็ดหรือติดตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่เพาะปลูกปลูกเสริมเพิ่มรายได้ไม่ต้องประกันราคา เพราะราคาดีอยู่แล้ว และเดี๋ยวนี้ทางภาคอีสานก็มีการปลูกสะตอ ขายฝักสะตอกันสองข้างถนน เหมือนทางภาคใต้ เริ่มกระจายความฉุนไปทั่วประเทศแล้วนะจ๊ะ
 

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

รักกันเพราะไอที มันจะดีหรือล่ม

รักกันเพราะไอที มันจะดีหรือล่ม
 
ไม่นานมานี้ที่สหรัฐอเมริกา Facebook เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้คู่รักจับได้ว่า แฟนที่เรารักนักรักหนาแอบคบหากิ๊ก ถึงขั้นเป็นเอกสารที่ทำให้การฟ้องหย่าสำเร็จมาแล้วหลายคู่

เพราะ Facebook มัดแน่นจนเถียงไม่ออก บางคนอยากพิสูจน์ความซื่อสัตย์ของแฟนว่าจะใสซื่อเหมือนหน้าตาหรือเปล่า ปลอมตัวดีกว่าเป็นหญิงสาวแบ๊วใส ไวต่อความรู้สึก หลงทางเข้ามา Chat กับแฟนตัวเอง เพื่อลองใจทั้ง ๆ ที่ใกล้จะแต่งงานกันอยู่แล้วเชียว กะเล่นขำ ๆ คุย ๆ ไปคุยมาเลยลองถามคุณผู้ชายว่ามีแฟนหรือยัง ผู้ชายใกล้หมดวาระโสดเลยขอกระโดดโลดเต้นระยะสุดท้าย ตอบเสียงใส ๆ ยังไม่มีเลยจ้ะ ขอเบอร์หน่อยได้หรือเปล่า!!! หญิงสาวหน้าร้อนฉ่า ว่าที่สามีกำลังจะตีสนิทกับสาวทาง Chat ที่เขาไม่นึกว่าเป็นเราแกล้งให้เบอร์โทรที่เขาคงไม่คุ้น นัดแนะกันเรียบร้อยว่า 4 ทุ่ม คืนนี้จะโทรมา

         พอ Log out ก็นั่งเศร้าล่ะทีนี้ เธอกำลังจะนอกใจหรือแค่หาเบี้ยใบ้รายทาง ถ้าเธอโทรมาจะบอกกับเธอว่าอะไร เล่นบทเด็กหน้าใสไปจนกว่าเธอจะแพ้ภัยตัวเองหรือสารภาพซะ ยอมรับกันไปตรง ๆ ว่า ฉันหลอกเธอเพื่อไปเจอว่าเธอพร้อมจะหลอกฉันตลอดเวลา ไม่รู้ว่าตอนนี้พิธีแต่งงานจะเดินหน้าหรือว่าควรหยุดไว้แค่นี้ เป็นแฟนกันยังหลอกได้หลอกดี ตอนเป็นสามี ยิ่งไม่รู้ว่าประโยคไหนดีที่ควรเชื่อเธอ

         แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งคิดว่าโลกออนไลน์เป็นสาเหตุแห่งหายนะอย่างเดียว หลายคนตามหาคนที่ใช่ เจอกันจนได้ใน Facebook บางคน Chat ไป Chat มา รู้ใจก่อนรู้จักหน้า ที่สมหวังกันมาก็เยอะ ประเภทคุยกันขำ ๆ ทำให้ช้ำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ

          ตอนนี้ถ้าใครเริ่มรู้สึกว่าออนไลน์ทีไร นึกถึงหน้าใครคนหนึ่งทุกที หัวใจเต้นถี่ ๆ เวลาเห็นเธอออนไลน์ น้อยใจน้ำตาไหลที่เห็นเขาออนไลน์แต่ไม่เห็นทักทายกัน แปลว่าเราเริ่มหลงใหลใครบางคนบนโลกไซเบอร์ซะแล้ว
 ลองมาหาวิธีที่ช่วยตัดสินใจให้รู้กันไปว่า คนบางคนเราควรกดปุ่ม Enter หรือปล่อยให้มันเบลอ ๆ จนค่อย ๆ Delete ตัวเองไปในที่สุด
    1. แค่อยากมีเพื่อนนะ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาหากิ๊ก

        คุยกับตัวเองดี ๆ ก่อน การคุยกับเพื่อนใหม่ ๆ เหมือนการหาอะไรใส่ชีวิต แต่ถ้าตั้งหน้าตั้งตาหากิ๊ก วิธีคิด วิธีคุยเราจะเปลี่ยน อีกฝ่ายอาจรู้สึกเลี่ยน ๆ คล้าย ๆ จะโดนปล้ำทางตัวหนังสืออยู่ตลอดเวลา เอะอะคุยเรื่องอนาคต ยัง!!! บอกกับตัวเองดัง ๆ ก็แค่หาเพื่อนใหม่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ช่าง อย่างน้อยตอนนี้ขอให้มีความสุขที่ได้คุยกัน
    2. รู้หน้าไม่รู้ใจ 
          เห็นแค่ตัวหนังสืออย่าไปถือจริงจัง บางคนรู้สึกเป็นปัญหา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ใช่ปัญหา “พี่อ้อยคะ เค้าชอบบอกว่าคิดถึง หนูเลยสับสนว่าจะเริ่มต้นกันยังไงดี” คิดถึงเป็นคำสามัญที่ใช้กันอย่างธรรมดาน้อง อย่าคิดมากกับเรื่องเล็ก คนเรารู้สึกดีต่อใคร ก็พร้อมจะใส่คะแนนบวกให้เขาตลอดเวลา

     3. อย่าออกตัวแรงกว่า คิดถึง 5 บอกซะ 3

         เจอคนดีก็ดีไป เจอคนร้าย เขาจะยิ่งนึกสนุกในการปั่นหัว เพ้อทุกครั้งที่คุยกัน รู้สึกขาดเขาไม่ได้ มีอะไรพูดหมด บางคนแค่สนุกต่อการเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น
    4. หาข้อมูลเพิ่มเติมเสริมความมั่นใจ 
         ยิ่งเป็น Facebook ยิ่งง่าย เขามีเพื่อนเป็นใครบ้าง ลองคลิก ๆ เข้าไปดูทั่ว ๆ รูปที่เขาหรือเพื่อนเขาเอามาแปะน่ะ ประมาณไหน กอดคอถึงเนื้อถึงตัวไปทั่ว หรือวางตัวดีน่ารักประวัติไม่ด่างพร้อย

    5. กระชับพื้นที่อีกนิด

         ถ้ารู้สึกติดใจ อย่ามัวแต่คุยกันทาง MSN ฝัน ๆ เพ้อ ๆ กับตัวหนังสือ อินเทอร์เน็ตคือจุดเริ่มต้นที่คนมาเจอกัน แต่ถ้าจะคบกัน จงคบกันแบบความสัมพันธ์ปกติ ลองโทรคุย แล้วค่อยขยับมาเจอกัน แต่ขอให้เจอกันในระยะปลอดภัย อย่านัดทีไร ดูเสี่ยงภัยตลอด รู้ว่าชีวิตวัน ๆ ไม่ค่อยมีอะไรลุ้น แต่ลุ้นเรื่องนี้บางทีได้ไม่คุ้มเสีย...เพื่อนพ้องพี่น้องช่วยตามมาประกบในวันนัดพบวันแรก
    6. ทำหลักฐานเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ 
        เจอกัน คบกัน คุยกัน ถ่ายรูปคู่กันไม่มีอะไรเสียหาย ขอเน้นแค่โพสต์ท่าปกติ อย่าถึงขั้น Pre Wedding หรือกอดจริงจูบจริงไม่ต้องใช้สแตนด์อิน อันนี้ก็เยอะไป เลือกรูปที่ดูเบา ๆ แล้วค่อย ๆ โพสต์ในเว็บของเรา ไม่ได้ต้องการประกาศอะไร แค่ตามหาผู้เสียหายที่อาจปรากฏกายให้เราไม่ต้องนั่งทายว่า เขามีคนอื่นอยู่ก่อนเราหรือเปล่า
        ทั้งหมดเชื่อในตัวเองและเชื่อในความไม่แน่นอน คุยกันเรียนรู้กันไปแบบเห็นหน้าเห็นตา บางทีรู้หน้ายังไม่รู้ใจนับประสาอะไรกับการกดแป้นพิมพ์ อยากจะพูด อยากจะเป็นอะไร อยากโชว์นิสัยแบบไหน...บางคนคบกันเป็น 10 ปี อยู่ดี ๆ บอกว่าที่ผ่านมา เธอไม่ใช่ แต่พอคบคนใหม่ได้ 2 เดือนกว่า รีบประกาศซะดังว่าคนนี้ล่ะ คนที่ใช่


         
รักจะอยู่ยาวหรือชั่วคราว ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเจอกันยังไง จะเจอทาง Twitter, Facebook, MSN หรือครอบครัวสนิทกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่า เจอกันแบบไหนรักจะมั่นคงกว่ากัน เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่จุดเริ่มต้น มันอยู่ที่ระหว่างทางต่างหาก

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ยุงชอบกัดคนประเภทไหน

ยุงชอบกัดคนประเภทไหน
 


ยุงชอบกัดคนประเภทไหน

 ยุงชอบกัดคนที่มีเหงื่อออกมาก

 ยุงชอบกัดคนที่ตัวร้อน (อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง)

 ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจเป็นตัวดึงดูดยุง

 ยุงชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นและลักษณะผิวหนัง

 ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน

 ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำ กรมท่า แดง เขียว มากกว่าสีขาว

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในคำว่า “รัก


คำว่า "รัก" มีอะไรมากมายซุกซ่อนอยู่ในนั้น อาจจะหวานชื่น ขมขื่น หรืออะไรอื่นอีกหลากหลาย ที่จะทำให้คนรู้จัก "รัก" ได้สัมผัสและรู้สึกถึง…. 
ความรักเริ่มจากความคิด
เพราะความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก บางที.. ความรักอาจทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากเดิม อาจทำให้คนเราต้องปรับปรุงในสิ่งที่เคยทำ เพียงเพื่อให้เข้ากับใครอีกคน

ความรักทำให้เกิดความเคารพ ศรัทธา
คุณจะไม่สามารถรักใครได้ ถ้าไม่รู้สึกเชื่อมั่นเสียก่อน และคนแรกที่คุณต้องศรัทธาเชื่อมั่น ก็คือตัวเอง

ความรักคือการให้ ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก
สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการให้ ยิ่งให้.. คุณก็จะยิ่งได้รับสูตรลับของความสุขและทำให้มิตรภาพยืนยาวที่คุณควรจะจำเอาไว้เสมอก็คือ อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า

ในความรักมีมิตรภาพซ่อนอยู่
อยากได้รักแท้ ก็ต้องหาเพื่อนแท้ให้ได้เสียก่อน การจะรักกันได้ไม่ใช่แค่มองตา แต่อยู่ที่ว่า.. ต่างคนต่างมีอะไรที่ตรงกันหรือเปล่าหากจะรักใครอย่างจริงใจ คุณควรจะรักในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่แค่ภาพที่คุณเห็น มิตรภาพก็เหมือนกับปุ๋ยที่ช่วยทำให้ความรักเบ่งบานเติบโตทุก ๆ วันนั่นเอง

การสัมผัส ช่วยสานต่อความรักให้ดีขึ้น
เคยรู้สึกดีใช่มั้ยเวลาที่มีใครโอบไหล่หรือกอดคุณ? การสัมผัส จึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่มีพลัง และช่วยทลายกำแพงแห่งความชิงชังไม่เข้าใจได้อีกด้วย น่าแปลกที่การสัมผัสสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ และท่าทีที่แข็งกร้าวให้เบาบางลงได้

อยากรักต้องรู้จักปลดปล่อย
ถ้าคุณรักใครจงปล่อยให้เขาเป็นอิสระบ้างเพราะคุณเองคงรู้สึกอึดอัด ถ้ามีใครมาล่ามโซ่คุณ ดังนั้น.. จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืมอดีตที่ไม่ดี เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยความกลัวภายในใจเรียนรู้ที่จะยุติธรรมและลดทิฐิ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ลงบ้าง
 

ลองบอกตัวเองว่า.. นับแต่นี้ คุณจะทิ้งความกลัวทั้งหมด แล้วอดีตจะไม่มีผลอะไรต่อตัวคุณได้.. นับจากวันนี้ไป คุณก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที
ชีวิตจะเปลี่ยนไป

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กว้างและซื่อสัตย์ต่อกัน รวมถึง คุยกับคนรักอย่างเปิดเผย และกล้าที่จะพูดถ้อยคำวิเศษว่า "ฉันรักเธอ" โดยไม่ปล่อยให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไป คุณควรจะบอกรักก่อนจากกันทุกครั้งเสมอ เพราะบางที นั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะพบกัน! 

แก่นแท้ของความรัก คือการไว้ใจกัน
ถ้าคุณไม่เชื่อใจกัน ใครคนหนึ่งจะรู้สึกระแวง กังวล และหวาดหวั่น ขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัดใจ ที่สำคัญ.. คุณไม่อาจรักใครจริง ๆ ได้ ถ้าคุณไม่ไว้ใจเขาคนนั้นอย่างแท้จริง

จากใจของหมา.......

จากใจของหมา.......

1. ชีวิตของฉันอย่างมากก็จะสิ้นสุดเพียงแค่ 10-15 ปีเท่านั้น
การต้องแยกจากเธอไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นับเป็นความปวดร้าวอย่างยิ่งของ
ฉัน..จึงโปรดสังวรให้จงหนักก่อนจะรับฉันเข้ามาในชีวิต

2.
ให้เวลากับฉันสักหน่อยเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเธอต้องการอะไรจากฉัน

3. จงเชื่อมั่นในตัวฉัน
เพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความเป็นอยู่ของฉัน

4. อย่าโกรธฉันให้นานนัก และอย่าลงโทษฉันด้วยการกักขัง
เธอมีทั้งหน้าที่การงาน ความบันเทิงและมิตรสหาย
แต่ฉันนั้น..มีเพียงเธอ

5. พูดกับฉันบ้าง แม้ฉันจะไม่เข้าใจคำพูด
แต่ฉันก็เข้าใจเธอได้จากน้ำเสียง

6. พึงระลึกอยู่เสมอว่า...ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติอย่างไรต่อฉัน
ฉันจะไม่มีวันลืมเลือนเลย

7. โปรดอย่าทุบตีฉัน เพราะแม้ฉันจะทุบตีเธอกลับไม่ได้
แต่ฉันก็สามารถกัดหรือข่วนตะกุยเธอได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากกระทำเลย

8. ก่อนจะดุด่าฉันสำหรับท่าทีที่คล้ายไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง เกียจคร้าน
ขอจงได้ถามตัวเธอเองก่อนว่า เกิดสิ่งผิดปกติกับตัวฉันหรือไม่
บางทีอาจจะมาจากเรื่องของอาหาร หรือถูกทิ้งไว้กลางแดดนานเกินไป
หรือหัวใจของฉันแก่ชราและอ่อนล้าเสียแล้ว

9. ดูแลฉันเมื่อยามแก่เฒ่าด้วย เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องเป็นเช่นนั้น

10. อยู่กับฉันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมาถึง
ขออย่าได้พูดเป็นอันขาดว่า "ฉันทนดูไม่ได้
ขออย่าให้มันเกิดขึ้นต่อหน้าเลย" เพราะ
เรื่องราวทั้งหมดจะง่ายขึ้นหากเธออยู่ด้วย 

ก่อนบ่ายคลายเครียด ตอน ใครโศก Ep.1 [2/2]

ชิงร้อยชิงล้าน แก็งสามช่า - แม่ ๒

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ทุ่งนาเชย

วันพุธ ที่ 1 กันยายน 2553

ถังน้ำ สองใ
ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ
ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า 'ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน'

คนตักน้ำตอบว่า 'เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ...
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้'

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น..
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง 

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โลกทะเลชุมพร.mpg




ประตูภาคใต้ ไหว้เสด็จในกรมฯ ชมไร่กาแฟ แลหาดทรายรี ดีกล้วย
เล็บมือ ขึ้นชื่อรังนก
   ชุมพร ประตูภาคใต้  ถิ่นกำเนิดบ้านเกิด น้องเอก คลื่นไส้เรดิโอ กว่า 20 ปี ที่จากบ้านเกิดเมืองนอน มาต่อสู้ชีวิตในเมืองหลวง สุข บ้างทุกข์บ้าง แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี มีโอกาสได้ศึกษา ได้เรียนรู้  ชีวิตจึงคุ้นเคยกับเมืองหลวง มากกว่าชุมพร บ้านเกิด แต่ ไม่เคยลืม บ้านเกิดนะ  ชุมพร เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในความคิดของผม แต่ คนเราเลือกที่ดำเนินชีวิต มีความคิดไม่เหมือนกัน  แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า เราหลงแสงสี หลงเมืองหลวง แต่ภาระหน้าที่มันบังคับ ให้เราต้องสู้ที่เมืองหลวงแห่งนี้  มีโอกาส อยากชวนเพื่อนๆพี่ๆคลื่นไส้เรดิโอ แวะไปเยือนชุมพรสักครั้ง  
                                                        รักนะ

Khang Hin-Poeng แก่งหินเพิง

ล่องเเก่งหินเพิง ปราจีนบุรี

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม 2553





วิ่งตาม ความรัก.......





สมัยตอนเป็นเด็ก.. จำได้ว่าในวิชาพละศึกษา
คุณครูสั่งให้เราวิ่งรอบสนามกันคนละ 20 รอบ.. เพื่อจับเวลาของแต่ละคน ..
แถมยังมีรางวัลมาล่อใจอีกด้วยว่า.. ใครเข้าเส้นชัยได้คนแรก..
จะมีคะแนนพิเศษเพิ่มให้



พอเริ่มออกสตาร์ท..

ฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนหลายคน ..พยายามจะเบียดตัวเอง..ขึ้นมาอยู่แถวหน้าสุด.. เพื่อที่จะได้เปรียบคนอื่นในช่วงออกตัว

แล้วพอครูบอกว่า..วิ่งได้-เท่านั้นแหละ ..
เพื่อนหลายคนของฉัน..ก็วิ่งปรู๊ดออกไปแบบไม่คิดชีวิต



ส่วนฉัน -- โน่น วิ่งอยู่หลังสุด
ไม่ได้ช้า..เพราะเหนื่อย ..หรือเพราะวิ่งไม่เก่ง ..
แต่ฉันกำลังรู้สึกสนุกสนาน..กับการวิ่งจับเวลาซะเหลือเกิน ..
เพราะฉันวิ่งไป- คุยไป ..กับเพื่อนซี้รู้ใจ..แบบไม่สนเวลา ..
ฉันสนใจความสนุกสนาน..ระหว่างการวิ่งมากกว่า



บางที..เห็นคนข้างหน้า..ที่วิ่งนำมาหลายรอบ..กำลังชะลอความเร็ว ..เพราะเหนื่อยหอบ ..
ก็อดที่จะขอวิ่งแซงหน้าบ้างไม่ได้ ..

หรือบางที..หันไปเห็นเพื่อนที่วิ่งรั้งท้ายตลอด..
ก็จะพยายามวิ่งให้ช้าลง ..รอให้เขาวิ่งทัน..จะได้คุยไปด้วยกันหลายๆ คน….สนุกดี

หรือบางที..รู้สึกไม่อยากแซงคนข้างหน้าขึ้นมาเฉยๆ..
เพราะว่าวิ่งตามหลังเขา.. จะได้แอบนินทาเขาได้.. สนุกไปอีกแบบ

จะทำลายสถิติไหม ..ไม่รู้หรอก..
รู้แต่ว่า..วิ่งช้าๆ-มันไม่เหนื่อยเร็ว ..และขอแค่วิ่งให้ถึงเส้นชัย..ก็พอ

*


คงคล้ายคล้าย..กับ ‘ความรัก’..กระมัง
ทุกคน..มี 'เส้นชัย' ของตัวเอง..มีสถิติ-ที่ตัวเองพอใจ
แต่..คนที่เข้าเส้นชัยก่อน ..ใช่ว่า..จะคว้า 'ความรักที่ดี' ได้ก่อนเสมอไป..
และสถิติที่ดี.. ก็ไม่ได้การันตีว่า.. 'ความรัก' จะสมบูรณ์แบบ

ในขณะที่..สังคมทุกวันนี้..ปลูกฝังให้เราวิ่งแซงคนอื่น ๆ เสมอ ..
สอนว่า...อย่าพยายามให้ใครแซงหน้า..
เพราะนั่นหมายถึง.. ทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป

แต่..สังคมของ ‘ความรัก’..สอนให้คนรู้จักผ่อนจังหวะก้าว..ให้ช้าลง ..แต่หนักแน่นขึ้น

โลกภายนอก..บอกให้เรารู้ว่า ..
'อย่าวิ่งตามใคร..ถ้าไม่แน่ใจว่า..จะตามเขาได้ทัน ..
เพราะมันเสียแรงเปล่า.. และโง่เหลือเกิน'

แต่.. 'โลกของความรัก' ..
ใครอีกหลายคน...สมัครใจที่จะเป็น 'คนโง่'.. เพื่อวิ่งตาม 'คนที่ตัวเองรัก' ให้ทัน
..ทั้งที่รู้แก่ใจว่า.. 'ไม่มีวันนั้น'



เพื่อนรักคนหนึ่งของฉัน.. มี ‘เส้นชัย’..ในหัวใจของเธอเอง

คนรักของเธอ..เป็นนักวิ่งฝีเท้าดี ..เพราะตั้งแต่อยู่กันมา ..เขาออกวิ่งก่อนเธอเสมอ ..
ไม่เคยบอกล่วงหน้า.. และไม่เคยชะลอความเร็วลงเลย ..
แต่ความเร็วของเขา..ก็ไม่มากไปกว่า.. 'ความรัก' ที่เธอมี

'ความรัก' ทำให้เธอวิ่งเร็วขึ้น.. ใกล้เขามากขึ้น..
และไม่ยอมปล่อยให้เขาทิ้งระยะ..จนคลาดสายตาเธอ

แต่..เมื่อเกือบที่จะถึงตัวเขา ..เธอก็จะเลือกที่จะ 'วิ่งให้ช้าลง'
..ราวกับว่า..จะวิ่งเหยาะๆ ..ตามเขาไปเรื่อยๆ

เธอแซงหน้าเขาได้ ..แต่เธอไม่ทำ..
แม้แต่จะวิ่งให้ทันเขา-ในแนวเดียวกัน ..เธอก็ทำได้..แต่เธอไม่ทำ



‘เหตุผล’..ที่ฟังดูเหมือนง่ายของเธอ..ทำเอาใจฉันนิ่งงัน
‘ถ้าวิ่งให้ทันเขา ...หรือแซงหน้าเขาไป ...ฉันก็คงมองไม่เห็นเขาในชีวิตอีก
แต่ถ้าฉันวิ่งตามเขาห่างๆ แบบนี้ ...เท่ากับว่า..
ฉันยังได้เห็นความเป็นไปของเขา ..ยังมีเขาอยู่ในสายตา ..ในชีวิต
แม้ว่า..เขาจะไม่เคยหันหลังกลับมา.. แล้ววิ่งให้ช้าลงเลย..ก็ตาม'



'แล้วทำไม..ไม่เข้าใกล้เขากว่านี้ ..
ทำไมต้องเว้นระยะห่างแบบนี้ด้วย.. เธอเป็นคนรักของเขานะ'
คำถามของฉัน..ทำให้แววตาของเพื่อนรัก..ปรากฏรอยเศร้า … แต่ปากยิ้ม

'ฉันกลัวเขารู้ตัว.. แล้ววิ่งหนีฉันไป-ไกลยิ่งกว่านี้ ..
ถึงวันนั้น..ฉันอาจเหนื่อยจนหมดแรง..ที่จะวิ่งตามอีกต่อไปแล้ว



ห่างแบบนี้ดีกว่า ..ฉันได้เห็นเขา ..มันอุ่นใจ ..
หรือถ้าวันหนึ่ง..เขาล้มลง… ฉันจะได้วิ่งเข้าไปช่วยพยุงได้ทัน
และถ้ามันจะทำให้เขาเห็น 'ความจริงใจ' ของฉัน..
เขาอาจจะชวนฉันวิ่งไปพร้อมกันอีกครั้ง.. ถ้าเขาหายดีแล้ว'



ความรัก..ทำให้คนมีความหวัง..อยู่เสมอ
ในขณะเดียวกัน ..มันก็ทำให้คนบางคน 'โง่งมงาย' เสียเต็มประดา
ถ้าเพื่อน..เลือกที่จะวิ่งออกนอกเส้นทาง.. แล้วไปตั้งต้นใหม่..กับ 'ใครสักคน' ที่เขาพร้อมจะวิ่งไปกับเพื่อน.. ป่านนี้เพื่อนของฉัน..คงเข้าเส้นชัยไปนานแล้ว

แต่..เพื่อนยังคงเต็มใจ..ที่จะวิ่งตามเขาไปเรื่อยๆ
แม้ว่าบางที..อาจจะไม่มีวันนั้น .. วันที่เพื่อนเข้า.. 'เส้นชัยแห่งความรัก'
เพราะบางที….. ‘เส้นชัย’..อาจไม่มีความหมายต่อคนบางคน..
หากว่า..เขาเข้าเส้นชัย ..แต่ได้ทำ 'หัวใจ' หล่นหายไป..ระหว่างทาง



เมื่อ 'ความสุข' คือ… การโง่ที่จะรักและวิ่งตาม
ในสังคมของความรัก… ฉันจึงมองเห็นคนที่ 'วิ่งช้า'
..และปรารถนาจะเป็น 'ผู้ตาม' ด้วยความเต็มใจ..อยู่เสมอ


ความรัก ..ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
แต่ .. ‘ความรัก’..เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิต....มีค่ามากที่สุด



ตอนนี้..ก็คงจะพอรู้..
ถึงความรู้สึกของ ‘การวิ่งตาม’..บ้างแล้วนะ..

อยากเป็น 'คนวิ่งตาม'...
โดยที่ไม่รู้จักเหนื่อยบ้าง..เหมือนกัน